ปฏิทินการปฏิบัติงานฝ่ายวางแผนฯ

ปฏิทินการปฏิบัติงานด้านการวางแผนและประกันคุณภาพการศึกษา
-ขับเคลื่อนแผนงานพัฒนาโรงเรียนมาตรฐานสากลตลอดปี 2556-57
-รายงานการพัฒนาคุณภาพการศึกษา 2556 (มีนาคม 2557)
-รายงานประจำปีฉบับเผยแพร่ (มี.ค.-พ.ค. 2557)

วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

นโยบาย กลยุทธ์ จุดเน้น สพฐ.

นโยบาย กลยุทธ์ จุดเน้น สพฐ.

วิสัยทัศน์
              “ สพฐ. เป็นองค์กรขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศไทยให้สูงเทียบเท่าค่าเฉลี่ยของโลก เข้าสู่มาตรฐานสากล ภายในปี 2563 (ปรับ คำว่า สูงเทียบเท่าค่าเฉลี่ยของโลก ออก และใช้คำว่า เข้าสู่มาตรฐานสากล แทน)

พันธกิจ
พัฒนา ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษา ให้ประชากรวัยเรียนทุกคนได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพ โดยเน้นการพัฒนาผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ มีคุณธรรมจริยธรรม มีความสามารถตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานและการพัฒนาสู่คุณภาพระดับสากลจาก การประมวลปัญหาในรอบปี 2554 ที่ผ่านมาก็พบว่าเป็นปัญหาเดิมๆ ที่ยังแก้ไม่ตก แต่มีแนวโน้มดีขึ้น ปัญหาดังกล่าวคือ ยังมีเด็กตกหล่น ออกกลางคัน ไม่เรียนต่อ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้หลักยังไม่น่าพอใจ ขาดครูสาขาเฉพาะทางการบริหารจัดการยังขาดประสิทธิภาพ และจำนวน โรงเรียนมีมากเกินความจำเป็น
กลยุทธ์
กลยุทธ์ที่ 1. พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับตามหลักสูตรและส่งเสริมความสามารถด้านเทคโนโลยีเพื่อเป็นเครื่องมือการเรียนรู้
กลยุทธ์ที่ 2. ปลูกฝังคุณธรรม ความสำนึกในความเป็นชาติไทยและวิถีชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
กลยุทธ์ที่ 3. ขยายโอกาสทางการศึกษาให้ทั่วถึงครอบคลุมผู้เรียนได้รับโอกาสในการพัฒนาเต็มตามศักยภาพ
กลยุทธ์ที่ 4. พัฒนาครู และบุคลากรทางการศึกษาทั้งระบบ
กลยุทธ์ที่ 5. พัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการตามแนวทางการกระจายอำนาจ ตามหลักธรรมาภิบาล
กลยุทธ์ที่ 6. พัฒนาการศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาในเขตพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และพื้นที่ยากลำบาก
10  จุดเน้น สพฐ. ปี 2556

จุดเน้นที่ 1 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้หลักเพิ่มขึ้น โดยผลการทดสอบระดับชาติ (O-NET) เพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 3 (Student Achievement ) 
จุดเน้นที่ 2 เด็กปฐมวัยทุกคนได้รับการเตรียมความพร้อมด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยอย่างมีคุณภาพ (EQ : Emotion Quotient)
จุดเน้นที่ 3 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ทุกคนอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อ่านคล่อง เขียนคล่อง และมีทักษะการคิดขั้นพื้นฐาน (Literacy, Numeracy & Reasoning Abilities)
จุดเน้นที่ 4 นักเรียนทุกคนมีความสำนึกในความเป็นไทย มีจิตสาธารณะ และอยู่อย่างพอเพียง(Sufficiency & Public Mind)
จุดเน้นที่ 5 นักเรียนที่มีความสามารถด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และศิลปศาสตร์ทุกคนได้รับการส่งเสริมให้มีความเป็นเลิศ (Excel to Excellence)
จุดเน้นที่ 6 ประชากรวัยเรียนทุกคน มีโอกาสเข้าถึงบริการทางการศึกษา ด้วยทางเลือกที่หลากหลาย เพื่อลดอัตราเด็กตกหล่น ออกกลางคัน ส่งเสริมการเรียนต่อหรือประกอบอาชีพ (Alternative Access)
จุดเน้นที่ 7 นักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาทุกคน และสถานศึกษาทุกแห่งในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ
จุดเน้นที่ 8 นักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาทุกคน มีความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงในสังคมพหุวัฒนธรรม (ASEAN Community)
จุดเน้นที่ 9. สถานศึกษาทุกแห่งได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ มีระบบประกันคุณภาพภายในที่เข้มแข็งและได้รับการรับรองจากการประเมินคุณภาพภายนอก (Quality Schools) 
จุดเน้นที่ 10. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่งมีคุณภาพตามมาตรฐานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (Effective Service Areas)

วันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

การนิเทศโครงร่างองค์กรขอนแก่นวิทยายน

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นวันกำหนดการที่คณะกรรมการนิเทศโครงร่างองค์กรจากศูนย์ประสานงานการพัฒนาโรงเรียนมาตรฐานสากลคณะที่ 7 กำหนดให้มีการนิเทศโครงร่างองค์กรโรงเรียนขอนแก่นวิทยายนครั้งที่ 1 เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการเขียนโครงร่างองค์กรที่ถูกต้องนำเสนอรับการประเมิน OBECQA ต่อไป  สาระสำคัญของการนิเทศครั้งนี้คือ

1.นิเทศการเขียนโครงร่างองค์กรสถานศึกษา
2.ให้ข้อชี้แนะในการปรับปรุงโครงร่างองค์กรของสถานศึกษา
3.แลกเปลี่ยนเรียนรู้การเขียนโครงร่างองค์กรสถานศึกษา

ผลการนิเทศ ทำให้โรงเรียนได้ข้อคิดในการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรที่เหมาะสมต่อไป



วันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ความเคลื่อนไหวการปฏิรูปการศึกษาไทย

ความเคลื่อนไหวในการปฏิรูปการศึกษาของไทยในช่วงที่การเมืองวุ่นวายนี้มีดังนี้ครับ
รศ.วันชัยได้เล่าให้ฟังเกี่ยวกับการจัดทำหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานใหม่ จุดเริ่มต้นสู่การปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทย โดยเริ่มจากยกข้อเสนอของ ศ.ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ที่มี ๕ ยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความเข้มแข็งการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วยเรื่องปฏิรูปหลักสูตร ปฏิรูปครู เร่งสร้างความเข้มแข็ง STEM ปฏิรูปโครงสร้าง และICT เพื่อการศึกษา แต่ตัดสินใจเลือกทำปฏิรูปหลักสูตรก่อนยุทธศาสตร์อื่นเพราะถือเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปการศึกษา จากนั้นบอกถึงเหตุผลว่าทำไมต้องมีการปฏิรูปหลักสูตร ๖ ประการ ทั้งเรื่องของความทันสมัย (หลักสูตรควรปรับทุก ๕-๑๐ ปีหลักสูตรปัจจุบันปรับจากปี ๒๕๔๔ รวมใช้มาแล้ว ๑๒ ปีโลกเปลี่ยนเร็วมาก) ความเหมาะสม (หลักสูตรเดิมสั้นย่นย่อเกินไปปลายเปิดมากไปเวลาเรียนมากไป) โครงสร้างหลักสูตร (๘ กลุ่มสาระ) ขั้นตอนของหลักสูตร (การเรียนแบบหน้ากระดาน) แนวโน้มการศึกษาปัจจุบัน (สิงคโปร์ teach less learn more, learn how to learn, การเรียนอย่างยั่งยืน lifelong learning) สัมฤทธิผลของการศึกษา (การศึกษาไทยตกต่ำทรัพยากรมนุษย์ของไทยอ่อนแอ) โดยยกผลการทดสอบ PISA ที่เด็กไทยทำคะแนนได้ต่ำมาประกอบ รวมทั้งนำเสนอตารางเปรียบเทียบกรอบหลักสูตรและเวลาเรียนของประเทศต่างๆ สุดท้ายนำเสนอ (ร่าง) โครงสร้างหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานฉบับใหม่ ว่าประกอบด้วย ๔ ส่วน คือ Knowledge, Skills, Values & Attitudes, และ Learning Tools



ศ.สุมาลีได้นำเสนอว่าหลักสูตรนี้มีลักษณะสำคัญ ๕ ประการ ดังนี้ (๑) เน้นสอนให้น้อย แต่ให้เรียนมากขึ้น โดย ๘๐๐-๑๐๐๐ ชั่วโมง จะรวม ๓ ส่วนนี้เข้าด้วยกัน ได้แก่  classroom + self-learning, field study, extra-curricular activities (๒) เน้น Learning Outcome-Based (๓) เน้นแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีความสอดคล้องกันของ Learning Outcomes, Learning Activities และ Assessments (๔) เน้นบูรณาการรายวิชาและมีระดับความลึกซึ้งขึ้นของความรู้และทักษะในชั้นเรียนที่สูงขึ้น เช่น ป.๒ มีระดับความลึกซึ้งมากกว่า ป.๑ (๕) เน้นการประเมินตนเองทั้งของครูและนักเรียนในกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ โดยให้ความสำคัญกับการประเมินระหว่างเรียนเป็นพิเศษ ทั้งนี้ คณะกรรมการปฏิรูปหลักสูตรและตำราการศึกษาขั้นพื้นฐานได้คำนึงถึงเครื่องมือช่วยอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติด้วย เช่น เตรียมคิดระบบบริหารจัดการข้อมูลการประเมิน หรือ Assessment Data Management System (ASMS) เพื่อจะช่วยให้มีการเก็บข้อมูลความรู้ ทักษะ และค่านิยม/เจตคติ อย่างต่อเนื่อง เตรียมยกร่างบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา โรงเรียน (ผู้บริหารและครู) เตรียมเสนอการพัฒนาครูจะให้มี In-service Days และ Professional Learning Community (PLC) โดยจะกำหนดว่าครูแต่ละคนจะพัฒนากี่วันต่อปี  เตรียมรวบรวมแผนการจัดการเรียนรู้ที่ดีมาไว้ใน Lesson Bank เพื่อให้ครูเลือกใช้ นอกจากนั้นยังจะเตรียมเสนอแนะกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ที่น่าสนใจให้ครูนำไปใช้ด้วย

ข้อสังเกตของผู้ทรงคุณวุฒิต่อการพัฒนาการศึกษาและการจัดทำหลักสูตรใหม่ ดังนี้

 ๑. ไม่ควรประกาศใช้ถ้าไม่พร้อม หากจะประกาศใช้หลักสูตรบนความไม่พร้อมของบุคลากร หนังสือสื่อการเรียนรู้ คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ และเอกสารหลักฐานการวัดประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียน ก็ควรให้ใช้หลักสูตรเดิมไปก่อน เพราะดำเนินการบนความไม่พร้อมจะเกิดความสูญเปล่าและผลเสียต่อนักเรียน (ประเด็นนี้ อ.รัชนี อมาตยกุล นำเสนอไว้อย่างชัดเจน ซึ่งผมได้ขออนุญาต อ.รัชนีนำวิดีโอที่บันทึกไว้ไปเปิดให้น้องพี่ได้ดูด้วยครับ) โปรดดูคลิปวิดีโอ ที่นี่>> http://www.youtube.com/watch?v=w6oJC4GZoEw
  ๒. ข้อแย้งสมมติฐานการจัดทำหลักสูตรใหม่  ๒ ประการ ประการแรก หลักสูตรไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการปฏิรูปการศึกษา เพราะการศึกษาเป็น  System Dynamics เป็นระบบที่เป็นพลวัตร หากแตะส่วนใดส่วนหนึ่งก็จะมีผลกระทบกับองค์กระกอบส่วนอื่นๆ ทั้งหมด ประการที่สอง การอ้างผล PISA มาเป็นเหตุผลการเปลี่ยนหลักสูตรอาจไม่สมเหตุสมผลนัก เพราะการนำข้อมูลนี้มาใช้ต้องเข้าใจปรัชญาของการทดสอบ PISA เพราะเป็นการวัดผลสมรรถนะของกลุ่มชนชั้นกลางของกลุ่มประเทศ  OECD ซึ่งประเทศไทยก็ไม่ได้เป็นสมาชิก OECD และประเทศเรามีเยาวชนที่มาจากครอบครัวชนชั้นกลางทั่วประเทศ เพียง ๒๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น นอกจากนั้น จะเห็นว่า ความมุ่งหวังของนักเรียนโดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กต้องการเข้าโรงเรียนเพราะหวังว่าจะได้รับประทานอาหารกลางวัน ได้ดื่มนม ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่า เด็กๆ จะได้รับประทานอาหารเช้าก่อนมาโรงเรียนหรือไม่ ซึ่งจะเห็นว่า สภาพเด็กของเราโดยส่วนใหญ่ได้รับปัจจัยพื้นฐานของชีวิตยังไม่ดีพอ
  ๓. ยกระดับคะแนนสอบ PISA แบบ UK การขยับผลคะแนน PISA ของเยาวชนวัย ๑๕ ปีให้สูงขึ้น ควรศึกษาแนวทางของประเทศอังกฤษ สมัย Margaret Thatcher ที่ได้มุ่งพัฒนาเยาวชนกลุ่มที่ได้คะแนนต่ำว่า ๔๔๐ เป็นพิเศษ มุ่งสร้างให้เกิดแรงบันดาลใจในการพัฒนา และพัฒนาด้านการอ่าน วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ในที่สุดก็สามารถทำให้ผลคะแนนในการสอบครั้งต่อมาดีขึ้นได้
  ๔. ระบบการบริหารจัดการบุคลากรมีปัญหา ความล้มเหลวของการศึกษาไทย อย่าพูดถึงการปฏิรูปครูเพียงอย่างเดียว ต้องปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลของ สพฐ. และกระทรวงศึกษาธิการด้วย  จากข้อมูลจำนวนครูทั้งประเทศมีทั้งสิ้น ๕ แสนคน ปรากฏว่าเป็นครูผู้สอน ประมาณ ๔ แสนคน แต่เป็นผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการโรงเรียน ประมาณ ๔ หมื่นคน จะเห็นว่าอัตราส่วน ผอ.ต่อครู เป็น ๑:๑๐ ซึ่งต่ำมาก หากพิจารณาประสิทธิภาพประสิทธิผลของการทำงานของ ผอ./ รอง ผอ. จะพบว่า ทำงานได้ไม่คุ้มค่ากับทรัพยากรที่รัฐทุ่มเทให้ ดังจะเห็นปัญหาคุณภาพเด็ก คุณภาพครู คุณภาพการบริหารจัดการเป็นเช่นในปัจจุบัน ดังนั้น จะต้องเร่งดำเนินการแก้ไขเรื่องการบริหารจัดการคนของกระทรวงศึกษาธิการ
  ๕. การศึกษาต้องชี้นำประเทศได้ หลักสูตรต้องตอบโจทย์การพัฒนาประเทศของเรา จะเห็นว่าการจัดทำหลักสูตรครั้งนี้ ยังไม่แสดงให้เห็นจุดดีและชี้นำในจุดเด่นของประเทศไทย จุดเด่นของประเทศไทยเป็นเรื่องของทรัพยากร รวมทั้งคนไทยส่วนใหญ่อยู่กับธรรมชาติอย่างแนบแน่น หากเราใช้ STEM เป็นตัวนำแล้ว น่าจะก่อให้เกิดความสับสน ไม่พร้อม และอาจเป็นความขัดแย้งของสภาพที่ควรจะเป็นกับสภาพความเป็นจริง 
  ๖. การลงละเอียดของหลักสูตร เป็นเรื่องที่น่าคิดว่า มีความจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องมีหลักสูตรแกนกลางที่มีรายละเอียดจำนวนมาก  หรือถ้ามี ก็ควรมีรายละเอียดให้น้อยที่สุด หรือควรมีเพียงหลักการก็เพียงพอ เช่น มาตรา ๖ ใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ
  ๗. หลักยึดของหลักสูตร หลักการที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ มาตรา ๖ ควรยึดเป็นหลักในการจัดการศึกษา รวมทั้งการจัดทำหลักสูตรใหม่ครั้งนี้ด้วย  (สาระของมาตรา 6 "การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข")
  ๘. ๙ ปีที่มีคุณภาพก็เพียงพอ การจัดทำหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ครอบคลุม ๑๒ ปี (ป.๑-ม.๖) อยากให้เน้นที่การศึกษาภาคบังคับเพียง ๙ ปี (ป.๑-ม.๓) แต่ให้เป็นการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพที่แท้จริง ส่วนการเลือกเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ก็ควรเปิดให้เป็นทางเลือกเช่นเดียวกับการเลือกเรียนอาชีวศึกษา
  ๙. แรงจูงใจผู้เรียนอาชีวะ การส่งเสริมเพิ่มจำนวนนักเรียนที่เรียนอาชีวศึกษาให้มากขึ้น และมากกว่าจำนวนผู้เรียนสายวิชาการ (ม.๔-๖) แนวทางการแก้ไขหนึ่งคือ การกำหนดให้ค่าวิชาชีพของผู้จบอาชีวศึกษาให้มากกว่า เช่น จบสายวิชาชีพ ให้เงินเดือน ๑๘,๐๐๐ บาท ส่วนผู้จบสายวิชาการให้เพียง ๑๕,๐๐๐ บาท เป็นต้น
  ๑๐. เน้นพัฒนาเด็กปฐมวัย ควรทุ่มพัฒนาเด็กเล็กให้มากขึ้น โดยงบประมาณที่มีให้ทุ่มเทที่กลุ่มเด็กปฐมวัย (๐-๖ ปี) เพราะช่วงวัยนี้เป็นวัยที่เด็กมีการเรียนรู้สูงมาก ควรพัฒนาให้คิดเป็น ซึ่งถือเป็นการลงทุนเตรียมคนของประเทศที่คุ้มค่ามาก
  ๑๑. เนื้อหาหลักสูตรยังขาดเรื่องสำคัญ เป็นเนื้อหาที่ถ้าเด็กไม่ได้เรียนรู้แล้วจะมีผลกระทบสูงต่อชีวิต ได้แก่ เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องการฝึกจิต/สมาธิ เรื่องความเข้าใจในตนเอง (เรียนรู้ว่าเราคือใคร-เราคือพุทธะ-ผู้รู้ผู้ตื่นผู้แสวงหาความรู้ความจริง?) เรื่องโภชนาการ-กินเป็น-ไม่เป็นพิษภัยต่อสุขภาพตนเอง 
  ๑๒. จุดยืนและทิศทางการพัฒนาคนไทยคืออะไร ในการพัฒนาเรามักอ้างอิงถึงความสำเร็จของประเทศสิงคโปร์ เช่น Teach Less Learn More แต่สิงคโปร์ตอนนี้มีปัญหาเรื่องความเครียดและขาดความสุข สิงคโปร์ได้เชิญ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ไปสอนเรื่อง ความสุขในชีวิต” “การรู้จักตนเอง” และในเรื่องเดียวกันนี้ยังมีประเทศอินโดนีเซีย ภูฏาน ได้เชิญให้อาจารย์ไปพัฒนาครูในประเทศเหล่านี้หลายแสนคน  รวมทั้งประเทศเหล่านี้ได้ส่งครูให้มาศึกษาดูงานที่โรงเรียนสัตยาไสย และโรงเรียนรุ่งอรุณด้วย จะเห็นได้ว่า การศึกษาไทยยังมีส่วนที่ดี เป็นการจัดการศึกษาที่ปลูกฝังความดีงามและความสุข ดังนั้น การศึกษาและหลักสูตรใหม่ของประเทศไทย จะไม่เป็นหลักสูตรทีทำตามกระแสประเทศอื่น แต่มีจุดยืนของเราเอง เป็นคนที่สามารถปรับตัวเรียนรู้ได้และไม่ตกยุค
  ๑๓. นำ ICT มาขยายครูสอนดีและแหล่งเรียนรู้ให้นักเรียน ควรส่งเสริมให้ครูดี ครูเก่ง ได้นำการสอน-การอธิบายของครูไปไว้ใน IT เช่นเดียวกับ Khan Academy
  ๑๔. การลดเวลาเรียน ในการลดเวลาเรียนลง เช่น ลดจาก ๑,๐๐๐ ชั่วโมง เหลือ ๘๐๐ ชั่วโมง ควรดูบริบทของประเทศไทย และหาวิธีการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เพราะพ่อแม่ผู้ปกครองต้องทำงานและไม่สามารถดูแลลูกเมื่อกลับจากโรงเรียนเร็วได้
  ๑๕. Checkpoint ตรวจสอบการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นระยะ ควรมีการตรวจสอบผลการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นระยะๆ หรือมีการ Checkpoint เป็นขั้นๆ ของแต่ละวิชา หากนักเรียนสามารถผ่านเกณฑ์จริงๆ แล้ว จึงจะให้ผ่านหรือเลื่อนระดับชั้นสูงขึ้นไปได้ ถ้ายังไม่ผ่านจะไม่สามารถเลื่อนระดับได้
  ๑๖. การคัดเลือกคนเก่งเป็นครูและพัฒนาครูต่อเนื่อง ควรเน้นที่การพัฒนาครู เพื่อให้ครูมีคุณภาพ เพราะพบว่าครูที่ไม่มีคุณภาพจะมีความรู้ในเนื้อหาสาระที่สอนต่ำ ครูไม่ได้  concept และมักพบว่าครูเหล่านี้จะบอกว่าไม่มีเวลาในการพัฒนาตนเอง ไม่อยากพัฒนา ไม่กระตือรือร้น และขาดความทะเยอทะยาน รวมทั้งครูมีหนี้สิน ซึ่งสะท้อนว่าครูใช้ชีวิตไม่เป็น จากข้อมูลนี้ อาจต้องคัดเลือกคนเรียนดีมาเป็นครู เพราะไม่สามารถมาเสริมความเก่งทีหลังได้ง่ายนัก รวมทั้งการส่งเสริมครูให้มีฐานะทางการเงินที่ดี และพัฒนาให้ครูคิดเป็นด้วย
  ๑๗. การบริหารจัดการคุณภาพโรงเรียนระดับจังหวัด ในการปฏิรูปการศึกษาอาจจะทำเรื่องหลักสูตรเป็นเรื่องสุดท้ายก็ได้ แต่เรื่องสำคัญน่าจะอยู่ที่การบริหารจัดการโรงเรียน อยู่ที่ผู้บริหารโรงเรียน เพราะครูจะทำตามผู้บริหารโรงเรียนอยู่แล้ว ซึ่งควรให้การศึกษาเป็นเรื่องสำคัญของจังหวัด และผู้ว่าราชการจังหวัดมีส่วนในการเสนอนโยบายด้านการศึกษาและผลักดันการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนในจังหวัด
  ๑๘. การต่อยอดจากหลักสูตรเดิมสู่หลักสูตรใหม่ การจัดทำหลักสูตรใหม่ครั้งนี้ควรตอบคำถาม ๓ คำถาม ได้แก่ (๑) ของเดิมมีอะไรดีอยู่แล้ว (๒) ของเดิมมีอะไรเกือบจะดี และ(๓) ของเดิมมีอะไรที่แย่และควรเปลี่ยน

  สุดท้าย ศ.ดร.สุมาลี ตั้งประดับกุล และ รศ.ดร.วันชัย ดีเอกนามกูล กรรมการปฏิรูปหลักสูตรและตำราการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้รับข้อสังเกตของผู้ทรงคุณวุฒิไปพิจารณา และขอโอกาสให้กลุ่มที่ไม่ใช่นักการศึกษา ที่เป็นกลุ่มนักวิทยาศาสตร์เช่นอาจารย์ทั้งสอง ได้ดำเนินการให้สำเร็จ และอาจสามารถทำได้ดีเช่นเดียวกับบางประเทศที่ดำเนินการจัดทำหลักสูตรการศึกษาชาติโดยนักวิทยาศาสตร์เช่นกัน 

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

การประเมินโครงการโรงเรียนสีขาว



ความเป็นมาของโครงการห้องเรียนสีขาว
          ยาเสพติดเป็นปัญหาสำคัญระดับชาติที่รัฐบาลถือเป็นนโยบายที่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง ทั้งนี้เพราะปัญหายาเสพติดที่มีการแพร่ระบาดในทุกพื้นที่ของประเทศไทยได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งทางด้านการเมือง และความมั่นคงของประเทศ
          โรคเอดส์เป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่กำลังระบาดอย่างรวดเร็วในทุกจังหวัดของประเทศไทย และเป็นปัญหาเร่งด่วนที่รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการแก้ไข ปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อหลายแสนคน และในแต่ละวันมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน ทำให้สูญเสียทรัพยากรที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง
          พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ในกลุ่มเยาวชน ดื่มสุรา สูบบุหรี่ เที่ยวกลางคืน การพนัน การทะเลาะวิวาท ติดเกม สื่อลามกอนาจาร ฟุ่มเฟือย และวัตถุนิยมเกินฐานะ ซึ่งเป็นพฤติกรรมเบี่ยงเบนที่สังคมไม่ยอมรับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับนักเรียน นิสิต นักศึกษา การป้องกันและแก้ไขปัญหา เป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่งของการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา
          ศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด กระทรวงศึกษาธิการ ได้บูรณาการจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมกันทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จึงได้จัดทำโครงการห้องเรียนสีขาวในสถานศึกษาทุกแห่งทั่วประเทศโดยมีเป้าหมายเพื่อให้ครู อาจารย์ที่ปรึกษา และเพื่อนนักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่เป็นแกนนำเป็นผู้ให้ความรู้ ความเข้าใจในการให้คำปรึกษา ตักเตือนเพื่อน กระตุ้นเพื่อน ปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้อง ดูแลช่วยเหลือซึ่งกันและกันคู่มือแนวทางการดำเนินงานโครงการห้องเรียนสีขาวศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดกระทรวงศึกษาธิการ จะช่วยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินงานบรรลุตามวัตถุประสงค์ของโครงการห้องเรียนสีขาว เพื่อให้เยาวชนของประเทศไทยเป็นเยาวชนที่มีความรู้ ควบคู่ด้วยคุณธรรม ไม่ฝักใฝ่อบายมุข และสร้างปัญหาให้กับสังคม สามารถดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพพัฒนาประเทศไทยให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป


วัตถุประสงค์ของโครงการห้องเรียนสีขาว
๑. เพื่อให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่มีปัญหาต้องการความช่วยเหลือได้รับคำปรึกษา แนะนำที่ถูกต้องเหมาะสม จากผู้ที่เป็นแกนนำ และครู อาจารย์ที่ปรึกษา
๒. เพื่อให้มีนักเรียนแกนนำในห้องเรียนดูแลช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ตักเตือน แนะนำเพื่อนในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด โรคเอดส์ การตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร อบายมุขที่เป็นสิ่งมัวเมาทั้งหลายและปัญหาอุบัติภัย
๓. เพื่อให้ผู้บริหารสถานศึกษาและบุคลากรที่เกี่ยวข้องมีความรู้ ความเข้าใจ ตระหนักถึงพิษภัยยาเสพติด ปัญหาโรคเอดส์ การตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร และอบายมุข มีนโยบายไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม
          ๔. ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีนักเรียนแกนนำประจำห้อง และครูอาจารย์ที่ปรึกษา บริหารจัดการ การอบรม การสนับสนุนกิจกรรม และติดตามประเมินผล

๕. สถานศึกษาทุกแห่งทั่วประเทศ มีการดำเนินการโครงการห้องเรียนสีขาว ตลอดจนเป็นฐานของการพัฒนาความรู้และค่านิยมที่ถูกต้อง
๖. เพื่อลดปัญหาการระบาดของยาเสพติด โรคเอดส์ การตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรอบายมุขที่เป็นสิ่งมัวเมาทั้งหลาย และปัญหาอุบัติภัย
          ๗. ครู อาจารย์ที่ปรึกษาให้ความสำคัญกับโครงการห้องเรียนสีขาวมีการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในการเสริมสร้างคุณธรรมนำความรู้และทำความดีโดยมีความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง คือ คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา  ครู อาจารย์ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ผู้ปกครอง และชุมชน
              
                                                                              
แนวทางการดำเนินงานโครงการห้องเรียนสีขาว

          เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุตามวัตถุประสงค์ของโครงการห้องเรียนสีขาว สถานศึกษาแต่งตั้งให้มีผู้รับผิดชอบ หรือกำหนดมอบภาระงานให้กับคณะกรรมการ คณะทำงานซึ่งสถานศึกษาได้แต่งตั้งรับผิดชอบ ทั้งนี้ขอให้คำนึงถึงผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของโครงการห้องเรียนสีขาวให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลโดยมีแนวทางการดำเนินงานดังนี้

๑. องค์ประกอบของกลยุทธ์ห้องเรียนสีขาว
การดำเนินงานของห้องเรียนสีขาวได้กำหนดกลยุทธ์ในการดำเนินงานภายในห้องเรียนมีองค์ประกอบทั้ง ๔ ด้าน คือ มีแหล่งเรียนรู้ ดูแลช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อด้วยคุณธรรม สร้างสรรค์ด้วยกิจกรรม โดยมีรายละเอียด ดังนี้
๑.๑ การจัดการให้มีแหล่งเรียนรู้ด้านวิชาการ เช่น จัดบอร์ด จัดทำสื่อที่เป็นสิ่งพิมพ์ หนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์ จดหมายข่าว ฯลฯ  ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับยาเสพติด โรคเอดส์ การตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรและอุบัติภัย นำสถานการณ์ข่าวสารทุกด้านมาเสนอให้เพื่อนนักเรียนรับฟัง
๑.๒ การดูแลช่วยเหลือ จัดให้มีนักเรียนแกนนำดูแลช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ตอบสนองปัญหาของพฤติกรรมของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ช่วยเหลือด้านการเรียนและให้คำปรึกษา แนะนำ ช่วยเหลือ หากไม่สามารถแก้ไขได้ให้รายงานครูที่ปรึกษา
๑.๓ เอื้อเฟื้อด้วยคุณธรรม นักเรียน นิสิต นักศึกษา ทุกคนจะต้องมีหลักธรรมคำสอนตามศาสนาที่ตนนับถือมาเป็นหลักยึดปฏิบัติในห้องเรียน เช่น พรหมวิหาร ๔ มีความเมตตา มีความกรุณา มีความมุทิตา และมีความอุเบกขา จะทำให้ทุกคนรักกันช่วยเหลือกัน
๑.๔ กิจกรรมสร้างสรรค์ มีกิจกรรมที่สร้างสรรค์ที่จะช่วยให้มีความสามัคคี และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ไม่ไปมั่วสุมกับยาเสพติด หรือสื่อลามกอนาจาร เช่น การเล่นกีฬา การเล่นดนตรี ศิลปะ และกิจกรรมตามที่กลุ่มสนใจร่วมกันจัดทำมาเพื่อพัฒนาร่างกาย และจิตใจ รวมทั้งกิจกรรมทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา

๒. การจัดองค์กรภายในห้องเรียนสีขาว
การขับเคลื่อนกลยุทธ์ทั้ง ๔ ด้าน ของห้องเรียนสีขาว (มีแหล่งเรียนรู้ ดูแลช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อด้วยคุณธรรม สร้างสรรค์ด้วยกิจกรรม) จะต้องมีกลไกของการขับเคลื่อนในรูปของการจัดองค์กรภายในห้องเรียน ประกอบด้วยโครงสร้างของแกนนำนักเรียนแบ่งออกเป็น ๔ ฝ่าย คือ



๒.๑ ฝ่ายการเรียน
๒.๒ ฝ่ายการงาน
๒.๓ ฝ่ายกิจกรรม
๒.๔ ฝ่ายสารวัตรนักเรียน/ กิจการนักศึกษา
๒.๑ ฝ่ายการเรียน มีภาระหน้าที่ในการช่วยเหลือในด้านวิชาการเกี่ยวกับการเรียน การบ้าน โครงงาน หรือปัญหาการเรียนในห้องเรียน ต้องรับผิดชอบแก้ไขช่วยเหลือ และให้คำแนะนำ คำอธิบาย ชี้แนะ แหล่งเรียนรู้ และนำเสนอครูที่ปรึกษา
๒.๒ ฝ่ายการงาน มีภาระหน้าที่ในการดูแลความสะอาดเรียบร้อยในห้องเรียน รักษาของมีค่าและทรัพย์สมบัติของห้องเรียน วัสดุอุปกรณ์ที่ชำรุด ป้องกันอุบัติเหตุภายในห้องเรียน จัดสภาพสิ่งแวดล้อมในห้องเรียนให้น่าเรียน และป้องกันไม่ให้มีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นในห้องเรียน
๒.๓ ฝ่ายกิจกรรม มีภาระหน้าที่ในการจัดกิจกรรมที่สร้างสรรค์ ทั้งในห้องเรียน และกิจกรรมในทุกระดับชั้น เช่น การเล่นดนตรี กีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม และจัดกิจกรรมในกลุ่มสนใจของเพื่อน ๆเพื่อใช้เวลาว่างให้ เป็นประโยชน์ ไม่ไปมั่วสุมหรือมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
๒.๔ ฝ่ายสารวัตรนักเรียน/ กิจการนักศึกษา มีภาระหน้าที่ในการสอดส่องดูแลความเรียบร้อยทั้งในห้องเรียนและมุมอับ เช่น ห้องน้ำ หรือที่บริเวณอาคาร แหล่งที่ไปมั่วสุมสูบบุหรี่ ดูแลเพื่อน หากมีพฤติกรรมที่ไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด หรือพฤติกรรมเสี่ยง รวมทั้งปัญหาส่วนตัวในด้านต่าง ๆ ให้คณะกรรมการห้องเรียนแก้ไข แต่หากไม่สามารถแก้ไขได้ ให้นักเรียนบอกครูที่ปรึกษาเพื่อแก้ไขต่อไป



๓. บทบาทการบริหารจัดการห้องเรียนสีขาว
การดำเนินงานห้องเรียนสีขาวให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของโครงการอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพเพื่อให้สถานศึกษาปลอดสิ่งเสพติด ปลอดผู้ติดเชื้อโรคเอดส์ ลดอุบัติภัย รวมทั้งพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ เพื่อประกาศเป็นสถานศึกษาสีขาว หรือสถานศึกษาต้นแบบในระดับประเทศนั้น แบ่งออกเป็น ๓ ระดับ ดังนี้
๓.๑ ระดับสถานศึกษา
๓.๒ ระดับจังหวัด
๓.๓ ระดับกระทรวงศึกษาธิการ และองค์กรหลัก

๓.๑ ระดับสถานศึกษา  ประกอบด้วย ผู้ที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน
ห้องเรียนสีขาว ได้แก่
๓.๑.๑ ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหาร โดยการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติโดยแต่งตั้งผู้รับผิดชอบคณะทำงาน มอบนโยบาย จัดทำแผนปฏิบัติงาน จัดกิจกรรมการประกวด ติดตาม ประเมินผล สรุปรายงานเสนอตามลำดับ พร้อมทั้งเสนอแนะปัญหาและอุปสรรค เพื่อนำไปสู่การแก้ไขโครงการห้องเรียนสีขาวให้มีความเข้มแข็งและต่อเนื่อง
๓.๑.๒ อาจารย์ที่ปรึกษา และคณะครู มีภาระหน้าที่ในการขับเคลื่อนกิจกรรมให้ความรู้แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา และให้คำปรึกษา แนะนำ ในการดำเนินงานห้องเรียนสีขาว บรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ เฝ้าระวังสอดส่องดูแลรับทราบปัญหา นำเสนอผู้บริหารให้รับทราบ เพื่อนำไปสู่การป้องกันและแก้ไขอย่างเป็นระบบในสถานศึกษาทั่วไป
๓.๑.๓ นักเรียน นิสิต นักศึกษาแกนนำ และคณะนักเรียน นิสิต นักศึกษา มีภาระหน้าที่ในการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินงานตามโครงสร้าง และจัดกิจกรรมตามที่ได้รับมอบหมาย และองค์ความรู้จากการอบรม สำหรับนักเรียน นักศึกษาทุกคนในห้องเรียนต้องให้ความร่วมมือ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเป็นสถานศึกษาสีขาว และสถานศึกษาต้อนแบบของระทรวงศึกษาธิการต่อไป
๓.๒ ระดับจังหวัด หน่วยงานในระดับจังหวัดขององค์กรหลัก มีภาระหน้าที่ในการจัดการเพื่อให้สถานศึกษาดำเนินงานโครงการห้องเรียนสีขาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ได้แก่
๓.๒.๑ ประชุมชี้แจงเพื่อมอบนโยบายให้ผู้บริหารสถานศึกษานำไปสู่การปฏิบัติ และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์
๓.๒.๒ อบรมครูแกนนำ นักเรียนแกนนำ ให้มีความรู้ความเข้าใจแนวทางการดำเนินงานห้องเรียนสีขาว
๓.๒.๓ ส่งเสริมสนับสนุนการจัดกิจกรรมห้องเรียนสีขาว

๓.๒.๔ ให้ผู้บริหารหน่วยงานต้นสังกัดระดับพื้นที่และคณะ ออกตรวจเยี่ยมชมโครงการห้องเรียนสีขาว ภาคเรียนละ ๑ ครั้ง เพื่อนิเทศ ติดตาม ประสานให้ความช่วยเหลือให้ครบทุกสถานศึกษา เป็นขวัญกำลังใจ และให้คำแนะนำในการดำเนินงานโครงการห้องเรียนสีขาวต่อไป
๓.๒.๕ ปรับปรุงประเมินผล รายงานให้องค์กรหลักและกระทรวงศึกษาธิการ
๓.๒.๖ มีมาตรการเสริมแรงระดับจังหวัด เช่น การประกวด การประกาศ และชมเชยในระดับหัวหน้าส่วนราชการ

๓.๓ ระดับกระทรวงศึกษาธิการและองค์กรหลัก ศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด  กระทรวงศึกษาธิการ  มีบทบาทในการกำหนดนโยบาย การจัดทำยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ มาตรการ และการจัดทำแผนปฏิบัติการแบบบูรณาการ ตลอดทั้งการติดตามประเมินผล เพื่อปรับปรุงแก้ไข และพัฒนาคุณภาพของโครงการห้องเรียนสีขาวให้มีการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล มีความเข้มแข็งและยั่งยืนโดยมีกระบวนการดำเนินงาน ดังนี้
๓.๓.๑ แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการและคณะทำงาน
๓.๓.๒ จัดทำนโยบายและแผนปฏิบัติการแบบบูรณาการ
๓.๓.๓ ประชุมผู้บริหารเพื่อมอบนโยบายให้นำไปสู่การปฏิบัติ
๓.๓.๔ จัดทำคู่มือแนวทางการดำเนินงานโครงการห้องเรียนสีขาว
๓.๓.๕ กำหนดมาตรการเสริมแรงและองค์ความรู้ จัดทำเกียรติบัตรและโล่
๓.๓.๖ การกำกับติดตามประเมินผล และสรุปรายงานผลการดำเนินงาน
๓.๓.๗ จัดพิธีมอบรางวัลประกาศและโล่ สถานศึกษาที่มีผลงานดีเด่นเพื่อยกย่องชมเชยระบบระดับประเทศ


มาตรการเสริมแรงห้องเรียนสีขาว
๑. สถานศึกษาจัดให้มีการประกวดห้องเรียนสีขาวเป็นประจำทุกเดือน หรือตามความเหมาะสม ครูอาจารย์ที่ปรึกษาและนักเรียนแกนนำ จะได้รับเกียรติบัตรจากศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดกระทรวงศึกษาธิการ
๒. สถานศึกษาที่ดำเนินงานโครงการห้องเรียนสีขาวครบทุกห้องเรียนมาแล้ว ๑ ปี จะได้รับประกาศ เป็นโรงเรียนสีขาว และได้รับเกียรติบัตรจาก ศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด กระทรวงศึกษาธิการ
๓. สถานศึกษาที่ดำเนินโครงการโรงเรียนสีขาวมาแล้ว ๒ ปี ก็จะได้รับประกาศและโล่เป็นโรงเรียนสีขาวดีเด่นระดับเงิน/ ทอง/ เพชร เมื่อได้ระดับเพชรแล้วจะยกย่องเชิดชูเกียรติบัตรให้เป็นสถานศึกษาปลอดอบายมุขจากศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด  กระทรวงศึกษาธิการ
        ๔. บุคลากรที่รับผิดชอบการดำเนินงานโครงการห้องเรียนสีขาวและมีผลงานดีเด่นด้านการป้องกัน และแก้ไขปัญหายาเสพติดศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด กระทรวงศึกษาธิการจะเสนอผลงานเพื่อพิจารณารับบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษ ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติดจากสำนักงาน ป.ป.ส. ประจำปีงบประมาณ

การดำเนินการและเกณฑ์การตัดสิน

 

     การดำเนินการของสถานศึกษา
๑.๑ สถานศึกษาต้องแต่งตั้งคณะกรรมการโดยให้พิจารณาบุคลากรในสถานศึกษาเป็นคณะกรรมการในการประเมินตามเกณฑ์ที่กำหนด
๑.๒ ให้สถานศึกษาแจ้งครู อาจารย์ที่ปรึกษา ส่งห้องเรียนเข้าร่วมประกวดตามโครงการห้องเรียนสีขาว ตามความพร้อมของสถานศึกษา

๑.๓ ห้องเรียนที่ชนะเลิศตามเกณฑ์ที่กำหนด ต้องอยู่ในระดับคุณภาพดีมาก หรือในระดับคะแนนค่าเฉลี่ย ๓.๔๑ ๔.๐๐
๑.๔ ให้สถานศึกษารายงานผลห้องเรียนที่ชนะเลิศการประกวดตามเกณฑ์ที่กำหนดส่งหน่วยงานต้นสังกัดระดับพื้นที่ทราบ ภายในกำหนด เพื่อมอบประกาศเกียรติคุณเป็นห้องเรียนสีขาวต่อไป
.๕ หากสถานศึกษาได้ดำเนินงานโครงการห้องเรียนสีขาวผ่านเกณฑ์ประเมินมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง และมีผลการปฏิบัติอย่างจริงจังให้คณะกรรมการรายงานผลให้หน่วยงานต้นสังกัดระดับพื้นที่ทราบเพื่อรายงานให้ต้นสังกัดและศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด กระทรวงศึกษาธิการ พิจารณารางวัล    ตอบแทนในระดับประเทศต่อไป
๑.๖ สถานศึกษาที่ผ่านเกณฑ์การประเมินโครงการห้องเรียนสีขาวครบทุกห้องเรียนทุกระดับศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด กระทรวงศึกษาธิการ จะประกาศยกย่องเป็นโรงเรียนสีขาวดีเด่นระดับเงิน/ ทอง/ เพชร และจะมอบเกียรติบัตร โล่ รางวัล ให้สถานศึกษาและยกย่องให้เป็นสถานศึกษา         ปลอดอบายมุขและสถานศึกษามาตรฐานสากลด้านการป้องกันยาเสพติด
                                   

มาตรฐานห้องเรียนสีขาวและการประเมิน

          มาตรฐานห้องเรียนสีขาว เพื่อการประกันคุณภาพการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านการปลอดยาเสพติดและอบายมุข มีทั้งหมด ๓ มาตรฐาน ๘ ตัวบ่งชี้ ๓๒ เกณฑ์  ชี้วัดคุณภาพ
         ๑. มาตรฐานด้านผู้เรียน  มี ๓ ตัวบ่งชี้ ๑๑  เกณฑ์ชี้วัดคุณภาพ เน้นให้นักเรียนสามารถพัฒนาป้องกันและแก้ไขตนเองให้ปลอดสารเสพติด โรคเอดส์ และอุบัติภัยได้ตามศักยภาพและสามารถปรับตัวอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
๒. มาตรฐานด้านห้องเรียน  มี ๓ ตัวบ่งชี้ ๑๓ เกณฑ์ชี้วัดคุณภาพ เน้นให้มีการบริหารจัดการและการดำเนินงานห้องเรียนสีขาว ให้น่าดู น่าอยู่ น่าเรียน ปลอดภัยจากสารเสพติด โรคเอดส์ และอุบัติภัย
๓. มาตรฐานด้านครู อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ปกครอง ชุมชน องค์กรอื่น  มี ๒ ตัวบ่งชี้ ๘ เกณฑ์ชี้วัด


คุณภาพ
เน้นให้ผู้ครู อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ปกครอง ชุมชน และองค์กรอื่น ๆ มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมห้องเรียนสีขาวและความพึงพอใจต่อการดำเนินงาน
มาตรฐานห้องเรียนสีขาว  ทั้ง ๘ ตัวบ่งชี้ ๓๒ เกณฑ์ชี้วัดคุณภาพ เป็นแนวทางให้สถานศึกษาได้ดำเนินการส่งเสริมการป้องกันและแก้ไข ปัญหานักเรียนที่มีพฤติกรรมไม่พงประสงค์ให้ปลอดจากยาเสพติด โรคเอดส์  อุบัติภัย และอบายมุข โดยดำเนินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามโครงการห้องเรียนสีขาวอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเป็นสถานศึกษาปลอดอบายมุขและสถานศึกษามาตรฐานสากล    ด้านการป้องกันยาเสพติด

 
มาตรฐานและตัวบ่งชี้ห้องเรียนสีขาว

๑. มาตรฐานด้านผู้เรียน  ประกอบด้วย
๑.๑ ผู้เรียนในห้องเรียนตระหนักถึงโทษและพิษภัยของยาเสพติด โรคเอดส์ อุบัติภัยและยาสูบที่มีผลกระทบต่อตนเอง สังคมและประเทศ
๑.๒ ผู้เรียนในห้องเรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และสร้างองค์ความรู้จากการปฏิบัติกิจกรรมห้องเรียนสีขาว
๑.๓ ผู้เรียนในห้องไม่เสพยาเสพติด หลีกเลี่ยงพฤติกรรมทางเพศที่ไม่พึงประสงค์ป้องกันตนเองจากอุบัติภัยและอบายมุขรวมถึงปฏิบัติตนตามระเบียบของสถานศึกษา
๒. มาตรฐานด้านห้องเรียน  ประกอบด้วย
๒.๑ มีระบบการบริหารจัดการและการดำเนินงานห้องเรียนสีขาวอย่างเหมาะสม
๒.๒ มีแผนการจัดการเรียนรู้และการจัดกิจกรรมที่เอื้อต่อการปลอดยาเสพติด โรเอดส์ อุบัติภัยและอบายมุข
๒.๓ มีบรรยากาศ สิ่งแวดล้อมและเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ปลอดยาเสพติด โรคเอดส์ อุบัติภัยและอบายมุข
๓. มาตรฐานด้านครูที่ปรึกษา/ผู้ปกครอง/ชุมชน /องค์กรอื่น ประกอบด้วย
๓.๑ ครูที่ปรึกษา/ ผู้ปกครอง/ ชุมชน/ องค์กรอื่น มีส่วนร่วมในการส่งเสริมป้องกันแก้ไขปัญหา  ยาเสพติด รณรงค์ป้องกันโรคเอดส์ อุบัติภัย และอบายมุข
๓.๒ ครูที่ปรึกษา/ ผู้ปกครอง/ ชุมชน/ องค์กรอื่น มีความพึงพอใจต่อการดำเนินงานของห้องเรียน/สถานศึกษา ในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด รณรงค์ป้องกันโรคเอดส์ อุบัติภัยและอบายมุข

 ผลการดำเนินงาน
โรงเรียนขอนแก่นวิทยายนเข้าร่วมการประเมินเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2556 เป็นรอบที่ 3 ของการประเมินการดำเนินงานโครงการโรงเรียนสีขาว ผลการประเมินอยู่ระหว่างการสรุปของคณะกรรมการแต่วันนี้นำภาพการประเมิน บรรยาการต่าง ๆ มานำเสนอให้รับทราบครับ คืบหน้าจะแจ้งต่อไป